ผัก เป็นอาหารประจำวันของเรา เป็นแหล่งอาหารให้แร่ธาตุวิตามินที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมีราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ จากข้อมูลวิจัยพบว่าเราควรบริโภคผักวันละประมาณ 200 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินอย่างเพียงพอ แต่ก็ปรากฏว่าคนเราโดยเฉพาะเด็ก ๆ มักขาดแร่ธาตุวิตามินกันมากปัญหาอาจจะสืบเนื่องมาจากการไม่ชอบรับประทานผัก ไม่รู้จักคุณค่าหรือประโยชน์ด้านโภชนาการของผัก หรืออาจจะไม่มีเงินที่จะซื้อหามารับประทาน ผักสวนครัวหลายชนิดของไทย นอกจากจะให้ประโยชน์ด้านคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์เป็นสมุนไพรช่วยรักษาอาการของโรคต่าง ๆ ได้ด้วย จะเห็นได้ว่าอาหารไทยเกือบทุกชนิด มีส่วนประกอบเป็นผัก หรือต้องมีผักเป็นเครื่องเคียงรับประทานไปพร้อมกับอาหารหลัก การประกอบอาหารไทยจำเป็นต้องจัดซื้อจัดหาผักมาใช้ทุกครั้ง แต่คนส่วนใหญ่ที่รับประทานผัก หรือจำเป็นต้องใช้ผักในการประกอบอาหาร กลับไม่ได้ปลูกหรือให้ความสนใจที่ปลูกผักด้วยตนเอง แต่ใช้วิธีจัดซื้อจัดหามาจากผู้ผลิตที่ปลูกขาย ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปรวม ๆ ทั้งปีแล้วมิใช่น้อย ดังนั้นหากเราหันมาลองปลูกผักที่จำเป็นต่อการประกอบอาหารหรือเพื่อบริโภคเองภายในบ้าน โดยปลูกลงในภาชนะหรือลงในที่ดินที่พอจะมีอยู่ก็จะทำให้ได้ผักโดยไม่ต้องออกไปจัดซื้อจัดหาจากท้องตลาด สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวได้ส่วนหนึ่ง และที่สำคัญการปลูกผักสวนครัวเพื่อรับประทานเองภายในครัวเรือน ถือเป็นการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเอง ใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดหาสิ่งที่เราสามารถจะผลิตได้เอง ใช้เวลาว่างปลูกผักเป็นงานอดิเรก เพื่อการผักผ่อน หรือเพื่อความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อได้ผลผลิตก็จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ อีกทั้งจะเป็นตัวอย่างช่วยปลูกฝังนิสัยให้แก่บุตร หลาน ให้รู้จักการพึ่งพาตนเอง และใช้เวลาว่างก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย
๑. ชนิดของพืชผักสวนครัวพร้อมข้อมูลด้านวิชาการและประโยชน์ที่จะได้รับ
พืชผักสวนครัวที่เสนอให้ปลูกเพื่อประโยชน์ในครัวเรือนมี ๔ ชนิด ได้แก่ พริกขี้หนู กะเพรา โหระพา
และตะใคร้ ซึ่งทั้งสี่ชนิดเป็นพืชผักสวนครัวที่ใช้กันเป็นประจำแทบทุกครัวเรือน เป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องใช้เวลาดูแลมากนัก มีข้อมูลด้านวิชาการและประโยชน์ดังนี้
๒.๑ พริกขี้หนู (Capsicum,Cayenne Pepper)
พริก (Chilli) มีต้นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา โคลัมบัสเป็นผู้นำกลับไปเผยแพร่ในยุโรป ต่อมาโปรตุเกส นำเอามาปลูกในทวีปเอเชีย พันธุ์พริกทั่วไปแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ได้แก่ ประเภทเรียวยาวเล็กถึงปานกลาง เช่น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกเหลือง ประเภทผลเป็นรูประฆัง เผ็ดน้อยหรือไม่เผ็ดเลย เช่น พริกยักษ์ หรือพริกหวาน
พริกขี้หนู
๑) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ ๑ - ๒.๕ ฟุต ลำต้นตรง ใบเดี่ยว ดอกเดี่ยวขนาดเล็กสีขาวหรือม่วง มีผลขนาดเล็กยาวประมาณ ๑ - ๑.๕ นิ้ว ผลชี้ขึ้น สีเขียวเมื่ออ่อน และเมื่อสุกมีสีแดงหรือแดงปนน้ำตาล ขยายพันธ์โดยการใช้เมล็ด หรือใช้วิธีการต่อยอด ปลูกได้ทั้งในแปลงดินหรือในภาชนะ เช่น กระถาง
๒) ประโยชน์ทางสารอาหาร ยอดอ่อน รสเผ็ดรับประทานเป็นผัก ผลพริก รสเผ็ดร้อนใช้เป็นเครื่องเทศหรือประกอบอาหาร พริกขี้หนูเม็ดเล็ก ๑๐๐ กรัม ให้พลังงาน ๕๕ กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยน้ำ ๘๑.๙ กรัม คาร์โบไฮเดรต ๗.๒ กรัม โปรตีน ๓.๔ กรัม ไขมัน ๑.๔ กรัม กาก ๕.๒ กรัม แคลเซียม ๔ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๑๔ มิลลิกรัม เหล็ก ๑.๒ มิลลิกรัม วิตามินเอ ๒,๔๑๗ IU วิตามินบีหนึ่ง ๐.๒๙ มิลลิกรัม วิตามินบีสอง ๐.๑๑ มิลลิกรัม ไนอาซีน ๑.๕ มิลลิกรัม และวิตามินซี ๔๔ มิลลิกรัม
๓) ประโยชน์ทางยา
ลำต้น ใช้ขับปัสสาวะ แก้กษัย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ผลพริก มีสรรพคุณ ขับลม ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเหงื่อ แก้ลมจุกเสียด บรรเทาอาการเจ็บปวด เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว
๔) ความเผ็ดของพริกเกิดจากสารเคมีที่อยู่ภายในเม็ดมีชื่อว่า แคปไซซิน (capsicin) และถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบควรดื่มแอลกอฮอล์หรือกินอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ การดื่มน้ำมีผลเป็นเพียงลดอาการแสบร้อนได้เท่านั้น
๒.๒ กะเพรา (Sacred Basil,Holy Basil)
๑) เป็นพืชล้มลุก ใบเดี่ยว มีกลิ่นหอมฉุน พันธ์ที่พบในบ้านเรามี ๒ พันธุ์ คือ กระเพราขาว ซึ่งมีลำต้นและใบสีเขียว กลีบดอกสีขาว และกระเพราแดงมีลำต้นและใบสีม่วงแดง ดอกสีขาวหรือขาวปนม่วงแดง ขนาดใหญ่กว่ากระเพราขาวเล็กน้อย การปลูก สามารถปลูกได้ในที่โล่ง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำ เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพอากาศ เก็บยอดและใบกินได้ตลอดปี ปลูกได้ทั้งในแปลงดินหรือในภาชนะ
๒) ประโยชน์ทางสารอาหาร กะเพราเป็นทั้งผักและเครื่องเทศ ช่วยดับกลิ่นคาว ปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร กระเพรา ๑๐๐ กรัม ให้พลังงาน ๔๖ กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยโปรตีน ๒.๗ กรัม ไขมัน ๐.๓ กรัม คาร์โบไฮเดรต ๘ กรัม เส้นใย ๔.๓๐ กรัม แคลเซียม ๓๑๐ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๕๑ มิลลิกรัม เหล็ก ๒.๒ มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน ๗๒๔ ไมโครกรัม วิตามินซี ๒๒ มิลลิกรัม
๓) ประโยชน์หรือสรรพคุณทางยา ใบ มีรสเผ็ดร้อน ช่วยบำรุงธาตุไฟ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ลมตานซาง แก้จุกเสียด คลื่นเหียนอาเจียน ขับเหงื่อ ขับน้ำนม บรรเทาอาการหืดหอบ รักษากลากเกลื้อน ไล่ยุง ราก มีรสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุ แก้ไขสันนิบาต แก้ท้องอืดเฟ้อจุกเสียด ใช้ใบหรือยอดต้มเอาน้ำดื่ม หรือบดทาบริเวณท้อง
๒.๓ โหระพา (Sweet Basil,Common Basil)
๑) เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นหอมทั้งต้น สูงประมาณ ๒๐ - ๗๐ ซม. เป็นใบเดี่ยว ดอกออกเป็นช่อ สีขาวหรือม่วงแดงอ่อน ชอบดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการตัดกิ่งปักชำหรือเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่มีความชื้นสม่ำเสมอ ต้องการแสงแดดตลอดวัน ปลูกได้ทั้งปีทั้งในแปลงดิน หรือในภาชนะ เช่น กระถาง
๒) ประโยชน์ทางด้านสารอาหาร ยอดและใบอ่อน รสเผ็ดปร่าหอม รับประทานเป็นผักและใช้แต่งกลิ่นอาหาร โหระพา ๑๐๐ กรัม ให้พลังงาน ๔๔ กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย โปรตีน ๓.๓ กรัม ไขมัน ๑ กรัม คาร์โบไฮเดรต ๕.๔ กรัม แคลเซียม ๑๖๕ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๔๖ มิลลิกรัม เหล็ก ๒.๘๔ มิลลิกรัม วิตามินบี ๑ ๙.๑๒ มิลลิกรัม วิตามินบี ๒ ๙.๑๖ มิลลิกรัม ไนอะซิน ๐.๘ มิลลิกรัม วิตามินซี ๒๒ มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน ๔๕๒.๑๖ ไมโครกรัม เส้นใย ๓.๙๐ กรัม
๓) ประโยชน์หรือสรรพคุณทางยา ต้น รสเผ็ดปร่าหอมขมแก้ไข้ พิษฝี แก้หลอมลมอักเสบ แก้พิษตานซาง ใบ น้ำคั้นจากใบต้มดื่มแก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ขับเสมหะ ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ แก้แผลอักเสบ ยอดอ่อน ใช้ตำปิดแผล ปรุงกับน้ำนมรับประทาน ตำกับแมงดารับประทานและพอกแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย
๒.๔ ตะไคร้ (Lemon grass,Lapine)
๑) เป็นพืชล้มลุกตระกูลหญ้า ขึ้นเป็นกอ สูงประมาณ ๔- ๖ ฟุต มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาว ปลูกได้ด้วยการแยกหน่อโดยตัดใบออกหรือเหง้านำไปปักชำปลูก ชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง ปลูกง่าย ปลูกได้ตลอดปีทั้งในแปลงดินหรือในภาชนะ
๒) ประโยชน์ทางด้านสารอาหาร ใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นรสอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาว แต่งกลิ่นขนม ตะไคร้ ๑๐๐ กรัม ให้พลังงาน ๑๒๖ กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต ๒๕.๕ กรัม โปรตีน ๑.๒ กรัม ไขมัน ๒.๑ กรัม แคลเซียม ๓.๕ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๓๐ มิลลิกรัม เหล็ก ๒.๖ มิลลิกรัม ไนอะซีน ๒.๒ มิลลิกรัม วิตามินบี ๑ ๐.๐๕ มิลลิกรัม วิตามินบี ๒ ๐.๐๒ มิลลิกรัม วิตามินซี ๑ มิลลิกรัม
๓) ประโยชน์หรือสรรพคุณทางยา ใบใช้แก้ไข้ ลดความดันโลหิต เหง้า บำรุงไฟธาตุ แก้เบื่ออาหาร แก้กษัย ขับลม แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว ต้นตะใคร้ ช่วยขับลม แก้นิ่วลดอาการปวดท้อง จุกเสียด ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ขับปัสสาวะ แก้หืด บำรุงธาตุ ขจัดอาการอ่อนเพลีย ปวดหลัง ประจำเดือนมาไม่ปกติ โรคลมช่วยรักษาโรคเบาหวาน ใช้ต้มกับน้ำดื่มแก้อาเจียน แก้อาการเมาให้สร่างเร็ว ช่วยนอนหลับ ลดความดันสูง น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้
๓. วิธีการและเทคนิค ขั้นตอนในการปลูกพืชผักแต่ละชนิดลงในภาชนะ
การปลูกพืชผักสวนครัว ประเภทพริก กะเพรา โหระพา และตะใคร้ โดยทั่วไปสามารถปลูกได้ในแปลงดินที่จัดเตรียมไว้ กรณีที่มีที่ดินหรือพื้นที่มากพอหรือปลูกลงในภาชนะ อุปกรณ์ที่มีดินอยู่ก็ได้ เนื่องจากปัจจุบันข้าราชการ ลูกจ้างของ ทร. ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่ในบ้านพักของทางราชการที่เป็นอาคารที่พักอาศัยรวมกัน หรือไม่ก็อยู่ในบ้านที่ซื้อมาจากการจัดสรร ทำให้มีพื้นที่ดินสำหรับการจัดทำแปลงดินเพื่อปลูกพืชผักน้อย การปลูกพืชผักดังกล่าวลงในภาชนะ เช่น กระถาง ปลอกซีเมนต์ ห่วงยาง ฯลฯ จึงเป็นวิธีการที่สะดวก เหมาะสมกับการมีพื้นที่ใช้สอยน้อย ง่ายต่อการดูแลและให้ผลได้ใกล้เคียงกัน วิธีการและเทคนิค รวมทั้งขั้นตอนการปลูกพืชผักแต่ละชนิดมีดังนี้
๓.๑ การปลูกพริกขี้หนู
๑) ขั้นตอนการคัดเลือกพันธุ์ การเตรียมภาชนะและเตรียมดิน
การปลูกพลิกสามารถปลูกได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดลงในดินเพื่อให้ได้ต้นกล้า แยกออกมาปลูกลงในภาชนะ ในขั้นนี้การเตรียมพันธุ์จึงต้องเริ่มจากการ
(๑) จัดหาภาชนะ เช่น กระถาง ปลอกซีเมนต์ ยางรถยนต์ หรือ อิฐบล็อกจัดทำเป็นแปลงขนาดเล็กสำหรับบรรจุดิน
(๒) จัดหาดินร่วนซึ่งอาจหาซื้อได้จากแหล่งที่มีขายไม้ดอกไม้ประดับนำมาใส่ลงไปในภาชนะดังกล่าวรดน้ำเตรียมดินทิ้งไว้ประมาณ ๑ คืน เพื่อการเพาะเมล็ดพริกลงไปให้ได้ต้นกล้า (๓) จากนั้นจึงไปซื้อพริกขี้หนูแห้งจากตลาดจำนวนขึ้นอยู่กับความต้องการต้นกล้าที่จะใช้แยกปลูก นำมาขยี้เปลือกเอาแต่เมล็ดออกมาแช่น้ำทิ้งไว้ ๑ คืน แล้วจึงนำไปเพาะลงในดินซึ่งอยู่ในภาชนะดังกล่าวที่เตรียมไว้ รดน้ำเช้าเย็นทุกวัน ประมาณ ๕ – ๗ วัน เมล็ดพริกที่เพาะไว้ก็จะเริ่มงอกขึ้นมาเป็นต้น รออีกประมาณ ๑ เดือน จะได้ต้นกล้าพร้อมที่จะแยกนำไปปลูกลงในภาชนะต่อ
(๔) การเตรียมภาชนะและเตรียมดินสำหรับปลูกต้นกล้า
- ภาชนะสำหรับการปลูกพริกสามารถใช้ได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกระถางที่ใช้แล้ว กระป๋องถังสี ยางรถยนต์ ปลอกซีเมนต์ กะละมังที่ไม่ได้ใช้ก็สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะได้ การเลือกใช้ภาชนะนอกจากจะขึ้นอยู่กับวัสดุหรือภาชนะที่มีอยู่แล้ว ควรพิจารณาถึงขนาดพื้นที่ที่จะใช้เป็นที่ตั้งของภาชนะและการเจริญเติบโตของต้นพริกด้วย
- เมื่อได้ภาชนะที่เหมาะสมหรือที่ต้องการแล้ว ให้จัดหาดินร่วนซึ่งอาจหามาได้โดยการจัดซื้อดินที่มีขายจากแหล่งปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับนำมาใส่ลงในภาชนะ รดน้ำให้เปียกชุ่มทิ้งไว้ประมาณ ๑ คืน พร้อมที่จะนำต้นกล้าพริกลงปลูก
๒) การเพาะปลูกต้นกล้าพริกลงในภาชนะ
ให้ขุดดินในภาชนะเป็นหลุมลึก ๓ – ๔ นิ้ว จากนั้นเลือกต้นกล้าที่สมบรูณ์นำมาปลูกลงในหลุม หลุมละ ๑ ต้น กรณีที่ภาชนะเป็นปลอกซีเมนต์ หรืออิฐบล็อกที่มีพื้นที่มากให้ปลูก ๑ ต้น ต่อ ๑ หลุม โดยให้แต่ละต้นมีระยะห่างกันประมาณ ๕๐ ซม.(การปลูกต้นกล้าลงในกระถาง ปลอกซีเมนต์ ยางรถยนต์ ฯ)
๓) การดูแลรักษาและ การเก็บเกี่ยว
(๑) หลังจากการปลูกต้นพริกลงไปแล้ว ในช่วงแรกให้ดูแลรักษาด้วยการรดน้ำตอนเช้าและเย็นทุกวัน หากมีปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมักก็ให้ใส่ได้หลังจากปลูก ๑๕ - ๒๐ วัน ตามความเหมาะสมโดยโรยรอบ ๆ ต้น พรวนดินกลบ พร้อมกับคอยกำจัดวัชพืช
(๒) จากนั้นประมาณ ๑ เดือน เมื่อลำต้นแตกกิ่งก้าน จึงค่อยงดการรดน้ำได้บ้างโดยขึ้นอยู่กับความชื้นของดิน ดูแลกำจัดแมลงศัตรูพืช ประเภทเพลี้ยไฟ ไรขาว เชื้อรา ด้วยการใช้น้ำสะเดาหมัก รด หรือฉีดพ่น
(๓) หลังจากปลูกแล้วประมาณ ๙๐ วัน พริกจะเริ่มออกดอก ให้เมล็ดผล เริ่มเก็บเกี่ยวได้ และจะเก็บเกี่ยวได้ต่อไปเรื่อย ๆ นานประมาณ ๗ -๘ เดือน
๔) เทคนิคการขยายพันธ์พริกขี้หนูด้วยวิธีการต่อยอด
การปลูกพริกขี้หนู นอกจากจะใช้วิธีการเพาะพันธ์จากเมล็ดดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการขยายพันธุ์ด้วยการต่อยอด โดยมีวิธีการดังนี้
(๑) คัดเลือกยอดพริกขี้หนูที่สมบูรณ์ปลูกได้ประมาณ ๑ เดือน ตัดยอดออกมาให้มีรอยตัดเป็นปากฉลาม จากนั้นคัดเลือกต้นพันธ์พริกชี้ฟ้าใช้กิ่งที่สมบูรณ์เป็นต้นพันธุ์สำหรับการต่อยอด
(๒) วิธีการต่อยอดให้ตัดกิ่งพริกชี้ฟ้าที่คัดเลือกให้มีรอยตัดเป็นปากฉลาม มีขนาดเช่นเดียวกับยอดพริกขี้หนูที่จะใช้ต่อยอดแล้วให้นำยอดพริกขี้หนูมาประกบทาบทับกับกิ่งของพริกชี้ฟ้า ใช้เทปใสพันทับจากล่างขึ้นบนปิดปากรอยทาบทับให้สนิท พร้อมกับใช้ถุงพลาสติกคลุมยอดพริกขี้หนู และใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อคลุมถุงพลาสติกไว้อีกชั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ – ๑๕ วัน ให้เปิดถุงกระดาษและพลาสติกที่ห่อไว้ออก ก็จะได้ยอดพริกขี้หนูติดอยู่กับกิ่งต้นพันธ์พริกชี้ฟ้า จากนั้นประมาณ ๑ – ๒ เดือน ก็จะได้ผลพริกขี้หนูจากการต่อยอดดังกล่าว และจากการเปรียบเทียบพบว่าการใช้วิธีต่อยอดพริกขี้หนูจะให้ผลผลิตมากกว่าวิธีการเพาะแยกต้นกล้าปลูก
๓.๒ การปลูกกะเพรา
๑) ขั้นตอนการคัดเลือกพันธุ์ การเตรียมภาชนะและเตรียมดิน
กะเพราสามารถปลูกได้โดยใช้เมล็ดหว่านหรือโรยลงในดิน หรือการใช้กิ่งปักชำลงในดิน การปลูกสามารถทำได้ง่าย ๆ เมล็ดพันธ์กระเพรา หาซื้อได้จากร้านขายพันธุ์ผักในท้องตลาด กรณีต้องการใช้กิ่งปักชำสามารถใช้กิ่งแก่ที่เหลือจากการใช้ใบปรุงอาหารไปแล้วนำมาปักชำลงในดินได้
สำหรับการเตรียมภาชนะ และเตรียมดินในการปลูกกะเพราให้ดำเนินการเช่นเดียวกับวิธีการปลูกพริกขี้หนูเพียงแต่ไม่ต้องขุดหลุม แต่ให้พรวนดิน รดน้ำทิ้งไว้
๒) การปลูก
(๑) เมื่อได้เมล็ดพันธ์กระเพรามาให้นำไปโรยลงในดินในภาชนะที่เตรียมไว้ พลิกเกลี่ยดินบาง ๆ กลบ กรณีที่ใช้กิ่งปักชำ ก็ให้นำกิ่งแก่ที่ต้องการปักชำ ตัดใบให้หมดและตัดกิ่งออกให้เหลือประมาณ ๕ นิ้ว นำไปปักลงในดิน
(๒) รดน้ำเช้าเย็น ทุกวัน ประมาณ ๗ – ๑๐ วัน เมล็ดจะงอก จะแยกต้นอ่อนออกไปปลูกหรือไม่แยกก็ได้จากนั้นประมาณ ๑ เดือน ก็จะสามารถตัดใบไปรับประทานได้ ส่วนกรณีใช้กิ่งปักชำ หลังจากปักลงดิน ประมาณ ๑๕ – ๒๐ วัน กิ่งกระเพราจะเริ่มแตกใบ ตัดไปรับประทานได้
๓) การดูแลรักษา กะเพราดูแลรักษาง่าย ไม่มีโรคหรือแมลงรบกวนมากนัก ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย หากมีแมลงหรือโรครบกวนให้ใช้วิธีการจับหนอนหรือแมลงออก หรือตัดกิ่งทิ้ง กะเพราจะสามารถเก็บเกี่ยวใบอยู่ได้นานประมาณ ๓ เดือน
๓.๓ การปลูกโหระพา
๑) ขั้นตอนการคัดเลือกพันธุ์ การเตรียมภาชนะและเตรีมดิน
การปลูกโหระพาทำได้ ๒ วิธี เช่นเดียวกับพะเพรา ได้แก่การปลูกโดยใช้เมล็ดที่หาซื้อได้จากร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักในท้องตลาด กับ การใช้กิ่งที่โตเต็มที่ปักชำลงในแปลงดินหรือในภาชนะที่ใส่ดิน
การจัดเตรียมภาชนะและดิน ให้จัดหาภาชนะ เช่น กระถาง ยางรถยนต์ ปลอกซีเมนต์ ถังหรือกระป๋องขนาดโตพอสมควร จัดหาดินร่วนซุยซึ่งอาจหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายดินใส่ลงไปรดน้ำทิ้งไว้
๒) การเพาะปลูกลงในดิน
เมื่อได้เมล็ดพันธ์โหระพามา ให้นำไปโรยหรือว่านลงในดินในภาชนะที่เตรียมไว้ พลิกเกลี่ยดินบาง ๆ กลบ กรณีใช้กิ่งปักชำ ให้เลือกกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ ๕ – ๑๐ ซม. ปลิดใบออกให้หมด นำไปปักลงในกระถางหรือภาชนะที่ใส่ดินเตรียมไว้ จากนั้นรดน้ำเช้าและเย็นทุกวัน เนื่องจากโหระพาเป็นพืชต้องการความชื้นสูง แต่ระวังอย่าให้มีน้ำท่วมขัง
๓) การดูแลรักษาและ การเก็บเกี่ยว โหระพาเป็นพืชผักที่ดูแลรักษาง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงมากนักหากมีปัญหาโรคหรือแมลงให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับกะเพรา และหมั่นพรวนดิน กำจัดวัชพืชทุก ๑-๒ สัปดาห์ หลังจากปลูกประมาณ ๓๐-๓๕ วันก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้มีดตัดต้นหรือกิ่งห่างจากยอดลงมาประมาณ ๑๐-๑๕ ซม. และเก็บเกี่ยวได้ทุก ๆ ๑๕-๒๐ วัน ไปจนถึงอายุ ๗- ๘ เดือน
๓.๔ การปลูกตะไคร้
๑) ขั้นตอนการคัดเลือกพันธุ์ การเตรียมภาชนะและเตรียมดิน
ตะใคร้เป็นพืชผักที่ปลูกขยายพันธุ์โดยการใช้ต้นหรือเหง้าปักชำ การคัดเลือกเตรียมพันธุ์จึงทำได้
ง่ายกว่าพืชชนิดอื่น หาต้นหรือเหง้าจากที่มีขายในท้องตลาดโดยเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ อวบสมบูรณ์ เป็นต้นพันธุ์ปลูก การเตรียมภาชนะและเตรียมดิน ให้เลือกให้วิธีการเช่นเดียวกับการปลูกพริก กะเพราและโหระพา ดังกล่าวข้างต้น โดยมีข้อสังเกตในเลือกขนาดภาชนะควรพิจารณาให้มีขนาดเหมาะสมเนื่องจากตะใคร้เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นกอและจะขยายออกจึงจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่พอสมควรกับการขยายกอ
๒) การเพาะปลูกลงในดิน เมื่อได้ต้นตระใคร้ที่คัดเลือกแล้ว ให้ตัดใบออกเหลือเฉพาะส่วนโคนยาวประมาณหนึ่งคืบ นำไปปักชำลงในดินในภาชนะที่เตรียมไว้เป็นมุมประมาณ ๔๕ องศา กระถางละ ๒ – ๓ ต้นก็ได้ รดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดทุกวัน หลังจากนั้น ๑๐-๒๐ วัน ก็จะเริ่มแตกยอดและอีกประมาณ ๖๐ วัน จะเริ่มแตกกอ เก็บเกี่ยวได้
๓) การดูแลรักษาและ การเก็บเกี่ยว ตะใคร้เป็นเป็นพืชชอบดินร่วนซุย ชอบน้ำ ชอบแดด ให้หมั่นดูแลรดน้ำเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน ทนต่อโรค แมลงและทนแล้งได้ดี ดูแลรักษาง่าย วิธีการเก็บเกี่ยว
ให้ตัดที่โคนสุดส่วนรากแล้วถอนออกมาทั้งต้นตามต้องการ และให้คอยตรวจดูเมื่อมีกอเจริญเติบโตเต็มที่แล้วต้องถอนทิ้งหรือแยกออกไปปลูกใหม่เพื่อให้ต้นอ่อนโตขึ้นใหม่ หากไม่แยกออกจะทำให้ต้นเล็กแคระแกร็นกอจะเสื่อมโทรมลง
๔. ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการปลูกพืชผักสวนครัวลงในภาชนะ
การปลูกผืชพักสวนครัวลงในภาชนะดังกล่าวข้างต้นนอกเหนือจากการได้รับพืชผักทั้งสี่ชนิดที่ปลูก
โดยตรงนำมาใช้ประกอบอาหารหรือรับประทานเป็นเครื่องเคียงกับอาหารแล้วประโยชน์อื่นที่จะได้รับได้แก่
๔.๑ ช่วยประหยัด ลดค่าใช้จ่ายในการที่ต้องซื้อพริก ใบกะเพรา โหระพา หรือตะใคร้ ได้แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม
๔.๒ เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ในบริเวณในที่พักอาศัย รวมทั้งอุปกรณ์ ภาชนะที่มีอยู่ในบ้านให้เกิดคุณค่า มีประโยชน์ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมภายในบ้านให้มีสีเขียว สดชื่น
๔.๓ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเองและครอบครัว ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นงานอดิเรกช่วยบรรเทาความเครียด
๔.๔ ก่อให้เกิดกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว ตลอดจนช่วยเสริมสร้างนิสัยให้แก่บุตรหลานให้รู้จักพึ่งพาตนเอง ใช้ประโยชน์ทรัพยากร หรือพื้นที่ที่พอจะมีอยู่ให้เกิดประโยชน์เท่าที่จะสามารถทำได้ ๔.๕ เป็นการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น