การเตรียมดินปลูกพืชไร่
อ้อยน้ำตาล มันสำประหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ว่านหางจระเข้ ทานตะวัน บุก สับปะรด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่วปรับปรุงบำรุงดิน งา ฝ้าย หม่อน กระเจี๊ยบ เผือก มันเทศ มันแกว ฯลฯ
หลักการและเหตุผล
สภาพดินปลูกพืชไร่วันนี้จากสภาพ “ ดินเปิดใหม่” ต้องกลายเป็น “ดินเสื่อม ดินตาย ดินกะทิ ดินดาน ดินแน่น ดินกรดจัด ดินด่างจัด ฯลฯ ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชทุกชนิดทั้งพืชไร่ พืชสวน และอื่นๆ ฝนตกคราวใดหน้าดินจะชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำจากนั้น 2-3 วันดินก็กลับแห้งแล้งและแข็งดังเดิมหรือแข็งกว่าเดิม สาเหตุที่ดินแห้งเร็วเพราะไม่มีอินทรียวัตถุ(เศษซากพืช) ช่วยอุ้มน้ำปละน้ำถูกแสงแดดเผาผลาญอย่างรุนแรง แต่หากมีอินทรียวัตถุช่วยอุ้มน้ำรักษาน้ำไว้ใต้ผิวดินจะช่วยลดการระเหยของน้ำ เนื่องจากถูกแดดเผาไหม้วันนี้ที่ดินปลูกพืชไร่ต้องกลายเป็นดินเสื่อมสภาพสาเหตุมาจาก ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ฟูราดาน รเคมีกำจัดโรคและแมลง ปูนมาร์ลโดโลไมท์ ปูนเปือกหอยเผา ปูนหินเผา หินภูเขาไฟ สารระเบิดดินดาน เหลือตกค้างอยู่ในดินจำนวนมาก กับทั้งสาเหตุ หน้าดินถูกแดดเผา ไฟเผา แสงแดดเผา ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายๆปี แนวทางแก้ไขทำได้ดังนี้
-ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เศษซากพืชประเภทคงทนเช่น แกลบดิบ แกลบดำ ซังข้าวโพด กากทะลายปาล์ม กาบมะพร้าวสับ ขี้เห็ดถุง ชานอ้อย เศษต้นถั่ว ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างเพื่อให้เกิดความหลากหลายจำนวน 2-3 ตัน ผสมกับปุ๋ยคอก มูลวัว มูลไก่ มูลหมู ½- 1 ตัน /ไร่-ใช้รถไถระเบิดดินดาน ส่งอินทรียวัตถุลงไปในเนื้อดินลึก 50-80 ซม เท่าที่ผาลระเบิดดินดานจะทำได้ ไถหลายๆรอบเพื่อกระจายอินทรีย์วัตถุกับเนื้อดินให้เข้ากันดี จากนั้นจึงปรับเรียบหรือชักร่องเพื่อปลูกพืชไร่ต่อไป อินทรียวัตถุประเภทคงทนสามารถอยู่ในเนื้อดินได้นานนับสิบปี-หลังจากปลูกพืชไร่แล้วให้หว่านถั่วเขียวหรือถั่วปรับปรุงบำรุงดินระหว่างแถวปลูก เมื่อต้นถั่วเริ่มออกดอกให้ล้มต้นลงคลุมหน้าดิน เศษซากต้นถั่วนอกจากจะช่วยบังแดดไม่ให้เผาหน้าดินโดยตรงแล้ว เมื่อเน่าสลายยังกลายเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินอีกด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น